นมแม่ คืออาหารมื้อแรกสำหรับลูกน้อย ที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่ไม่พบในน้ำนมประเภทอื่น ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนภูมิต้านทานโรคและยาชั้นดีให้กับเด็กแรกเกิด อีกทั้งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังเป็นการเสริมสร้างสายใยความอบอุ่นระหว่างแม่และลูกอีกด้วย ในนมแม่นั้นนอกจากจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการ
พัฒนาสมองของลูกน้อยอีกด้วย กล่าวถึงในส่วนของสารอาหารสมองที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเมื่อล่าสุดว่า เมื่อกรดไขมันทุกชนิดรวมทั้ง ดีเอชเอ (DHA) และเออาร์เอ (ARA) ถูกผลิตออกมาจากต่อมผลิตน้ำนม จะถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ ที่เรียกว่า MFGM (Milk Fat Globule Membrane) โดย
MFGM คือ สารอาหารสมองที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด ทำหน้าที่ช่วยในการสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง (Myelin Sheath) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณประสาทเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง โดยมีงานวิจัยชี้ว่าเด็กที่ดื่มนมที่เสริม MFGM จะมีพัฒนาทางด้านสติปัญญาดีกว่าเด็กที่ดื่มนมสูตรปกติที่เพิ่มแต่ดีเอชเอเพียงอย่างเดียวถึง 4 จุด
เชื่อว่าต้องมีคุณแม่มือใหม่ส่วนใหญ่ที่ยังมีความสงสัยอยู่ว่าควรให้นมแม่แก่ลูกน้อยนานเท่าไหร่ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) แนะนำให้ทารกได้รับนมแม่ไปจนถึง 2 ปี ส่วนสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) และหน่วยงานหลายแห่งได้ให้คำแนะนำว่า ทารกควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังการคลอด และให้ไปได้เรื่อย ๆ จนครบปี อย่างไรก็ตาม หลังจาก 6 เดือนแรกผ่านไป คุณแม่ควรเริ่มให้เด็กรับประทานอาหารหลักเพิ่มทีละน้อยควบคู่กับการทาน
นมแม่ เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มและพัฒนาระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งระยะเวลาอาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งหมด เพราะต้องดูจากสถานการณ์ของแต่ละคนร่วมด้วย
สารอาหารในนมแม่ที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์และมีความครบถ้วนที่สุด คือ ช่วงหลังคลอดที่จะมีน้ำนมเหลืองออกมาหรือที่เรียกว่า โคลอสครัม (Colostrum) ถือเป็นหัวน้ำนมชั้นยอดของลูก เนื่องจากให้สารอาหารพลังงาน ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน ครบถ้วนในสัดส่วนที่พอดี และยังช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อเนื่องจากในครรภ์ได้อีกด้วย ส่วนใหญ่แล้ว นมแม่จะมาประมาณ 3-4 วันหลังคลอด ซึ่งก็จะเป็นช่วงที่ทารกกำลังนอนขี้เซาและปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่อยู่พอดี จากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 7 ฮอร์โมนของคุณแม่ก็จะหลั่งช่วยเร่งการสร้างน้ำนมให้มากขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกน้อย และการให้ลูกดูดนมเร็วหรือช้าค่อนข้างมีผลในการกระตุ้น เพราะหากคุณแม่ให้ลูกดูดนมบ่อยก็จะถือเป็นการกระตุ้นให้เต้านมผลิตน้ำนมสำหรับมื้อต่อไปเยอะขึ้น อีกทั้งลูกก็จะคุ้นเคยกับหัวนมเร็วขึ้นอีกด้วย