เลือกอาหารให้เหมาะ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัยของลูกน้อย

คุณแม่หลายคนทราบดีว่าการให้นมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เพราะนมแม่มีdha สารอาหารที่สำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูกรัก DHA จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาสมองและสายตา เพราะเป็นโครงสร้างสำคัญของเซลล์สมองและประสาทตา แต่หากคุณแม่ต้องการให้อาหารเสริมกับลูกน้อยควบคู่กับนมแม่คงมีคำถามว่าเราควรจะเริ่มป้อนอาหารเสริมเด็กให้กับลูกในช่วงไหนดี ซึ่งการให้อาหารสำหรับเด็กนั้นไม่ควรให้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ควรให้เพียงนมเท่านั้น แล้วช่วงไหนที่สามารถให้อาหารกับลูกได้
ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เด็กทารกแรกเกิดควรได้กินนมแม่อย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน โดยไม่ต้องให้น้ำหรืออาหารอื่น เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน มีน้ำมากเพียงพอ กินแล้วย่อยง่าย หากกินอาหารอื่นที่ไม่ใช่นมแม่เข้าไป อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติ มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย และอาจเสี่ยงกับการเสียชีวิตจากลำไส้อุดตัน เมื่ออายุ 6 เดือน ระบบย่อยและดูดซึมอาหารของลูกพัฒนาได้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้วจึงให้เริ่มกินอาหารได้ โดยอาหารมื้อแรกของลูกควรเริ่มจาก
1. ช่วงอายุ 6-7 เดือน เริ่มแรกควรเริ่มจากอาหารบดละเอียด อาจจะเป็นข้าว หรือข้าวกล้องกับผักแล้วนำมาบด หรือครูดผ่านกระชอนให้ละเอียด ค่อย ๆ ป้อนให้ลูก วันละ 1 มื้อ และมื้อละ 1 ช้อนโต๊ะพอ แล้วอาจจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทีละนิดในวันต่อ ๆ ไป
2. ช่วงอายุ 8-9 เดือน เริ่มให้อาหารที่ตุ๋น แต่ไม่ต้องบดละเอียด เช่น ข้าวกล้องตุ๋นกับน้ำซุปผัก เติมหมูสับ ไข่แดงต้มสุก และบรอกโคลี ตั้งไฟเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงด้วยไฟอ่อน เวลากินลองค่อย ๆ ดูว่าลูกพอกลืนได้หรือไม่ ถ้าลูกยังกลืนได้ไม่ดีก็ให้บดละเอียดเหมือนเดิมก่อน และเพิ่มเป็นวันละ 2 มื้อ
3. ช่วงอายุ 11-12 เดือน ให้เป็นอาหารที่ต้มไม่ต้องละเอียดมาก เช่น เมนูข้าวต้ม ซุปมักกะโรนี เกี๊ยวน้ำ หรือเมื่อลูก 1 ขวบขึ้นไป เด็กบางคนมีฟันขึ้นหลายซี่สามารถกินข้าวสวยได้ และกินอาหารได้ครบ 3 มื้อ ก็ให้ลูกกินอาหารที่นิ่ม ๆ ได้ เช่น ข้าวไข่เจียว ข้าวผัด ปลาย่าง ส่วนนมเป็นเพียงอาหารเสริมระหว่างมื้อเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในการให้อาหารเสริมลูกก็ควรทดสอบอาการแพ้อาหาร เวลาเริ่มให้อาหารเสริมลูก ควรให้กินเมนูซ้ำ ๆ 4-5 วัน เพื่อดูว่าลูกไม่มีปัญหาแพ้อาหาร ซึ่งถ้าลูกแพ้จะมีอาการแพ้ ผื่น ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง นอกจากนี้ควรใช้น้ำซุปผักแทนน้ำซุปกระดูก หรือซุปก้อน เพราะไม่มีไขจากกระดูกสัตว์ หรือผงชูรส และไม่ต้องปรุงรสด้วยซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล เพื่อสุขภาพของลูก และไม่ทำให้ติดรสชาติ และยังสามารถทำเมนูอาหารไว้ทีเดียวแล้วแช่ช่องแข็งไว้ให้ลูกกินมื้ออื่น ๆ ได้ แต่ไม่ควรเก็บอาหารไว้นานเกิน 7 วัน เพราะลูกท้องเสียได้
เป็นอย่างไรบ้างคะ คราวนี้คุณแม่ๆ มือใหม่ทั้งหลายก็สามารถทำอาหารให้กับลูกน้อยได้ตามวัยของลูกคุณ คราวนี้ลูกของคุณแม่ก็จะได้รับสารอาหารและมีการเจริญเติบโตสมวัย แต่ก็อย่าลืมดูแลเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับอาหารของลูกน้อยด้วยนะคะ Mead Johnson ni ขออยู่เคียงข้างคุณแม่ๆ ในการดูแลลูกน้อยของคุณทุกช่วงวัย



0
July 21, 2019