บางคนมีภาวะที่เรียกว่า "ตาบอดสี" ซึ่งหมายถึงความไม่สามารถมองเห็นสีบางสีได้ชัดเจนหรือมีความสับสนกับสีอื่น ๆ ซึ่งโรคทางตาแล้ว ตาบอดสียังเป็นสภาวะที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะการตาบอดสีแดง-เขียว ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มคนที่มีปัญหาในการมองเห็นสี
ในบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจตาบอดสีอย่างถูกต้อง โดยเริ่มตั้งแต่ตาบอดสี คืออะไร ตาบอดสีมีกี่ประเภท ไปจนถึงการอธธิบายว่า โรคตาบอดสีเกิดจากความผิดปกติใด และวิธีการรักษา ซึ่งตาบอดสีไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวอย่างที่หลาย ๆ คนกังวล
ทั้งนี้
ตาบอดสีไม่ใช่เป็นอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจที่ผิดว่า โรคตาบอดสีคือภาวะที่เราไม่สามารถมองเห็นสีอะไรได้เลย โลกจะกลายเป็นสีขาวดำหรือเทาเท่านั้น โอกาสที่จะเกิดตาบอดสีลักษณะนี้เป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะโดยทั่วไปที่พบคือไม่สามารถมองเห็นได้เพียงบางสีเท่านั้น แต่สีอื่น ๆ ยังสามารถมองได้ปกติ
ตาบอดสี คือ?ตาบอดสี (Color Blindness) คือภาวะที่โรคมองเห็นสีได้สีได้ไม่ดีหรือบกพร่อง ไม่สามารถเห็นความแตกต่างระหว่างสีบางสีได้ ซึ่งตาบอดสีเกิดจากความผิดปกติในเซลล์รับสีในดวงตา ทำให้เกิดการมองเห็นสีที่ผิดปกติ หรือไม่ชัดเจน
โดยส่วนใหญ่ตาบอดสีจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก และมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ตามสถิติทางการแพทย์ประมาณ 8-10% ของเพศชายทั่วไปเป็นผู้ที่มีภาวะตาบอดสีในระดับต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน เพศหญิงทั่วไปมีอัตราการเป็นโรคตาบอดสีอยู่ในระดับประมาณ 0.5-1%
ชนิดของตาบอดสีตาบอดสีมีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะแบ่งตามประเภทของเซลล์รับสีที่มีความผิดปกติ โดยสามารถแบ่งชนิดของตาบอดสีออกเป็น 3 ชนิดได้แก่
1. ตาบอดสีแดง - เขียว (Red-green Color Blindness)ตาบอดสี โรคนี้ทำให้ผู้ที่เป็นตาบอดสีแดง - ตาบอดสีเขียวไม่สามารถแยกแยะสีแดงและสีเขียวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากความผิดปกติที่เซลล์รับสีส่วนของสายตา เป็นชนิดตาบอดสีที่พบบ่อยกว่าชนิดอื่น ๆ
ตาบอดสีชนิดนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Protanomaly - มองเห็นสีแดงไม่ชัดเจนหรือเห็นเป็นเทา ส่วนสีเขียวมองเห็นได้แต่ไม่ชัดเจนเหมือนคนปกติ และ Deuteranomaly - มองเห็นสีเขียวไม่ชัดเจนหรือเห็นเป็นเทา ส่วนสีแดงมองเห็นได้แต่ไม่ชัดเจนเหมือนคนปกติ
2. ตาบอดสีน้ำเงิน - เหลือง (Blue-yellow Color Blindness)ตาบอดสีน้ำเงิน-ตาบอดสีเหลือง (Blue-yellow Color Blindness) เป็นชนิดหนึ่งของตาบอดสี โรคนี้ทำให้ผู้ที่เป็นตาบอดสีฟ้าหรือน้ำเงิน-เหลืองไม่สามารถแยกแยะสีน้ำเงินและสีเหลืองได้อย่างชัดเจน เนื่องจากความผิดปกติที่เซลล์รับสีส่วนของสายตา
ตาบอดสีชนิดนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Tritanomaly - มองเห็นสีน้ำเงินไม่ชัดเจนหรือเห็นเป็นเทา ส่วนสีเหลืองมองเห็นได้แต่ไม่ชัดเจนเหมือนคนปกติ และTritanopia - มองเห็นสีน้ำเงินไม่ชัดเจนหรือเห็นเป็นเทา ส่วนสีเหลืองมองเห็นได้แต่ไม่ชัดเจนเหมือนคนปกติ
3. ตาบอดสีทั้งหมด (Complete Color Blindness)เป็นภาวะที่ผู้ที่เป็นตาบอดสีไม่สามารถมองเห็นสีเลย แล้วผู้ที่ตาบอดสี เห็นสีอะไร ? ผู้ป่วยมองเห็นสีต่าง ๆ บนโลกในลักษณะขาวดำหรือเทา โรคตาบอดสีทั้งหมดเป็นภาวะที่หากจะมองเห็นสีได้จะต้องเกิดจากความผิดปกติในระบบการมองเห็นที่หลากหลาย ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้น้อยมากและมีความเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติที่ทำให้เกิดตาบอดสีทั้งหมดสามารถเกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมคือเป็นมาโดยกำเนิด หรือสาเหตุที่ได้รับภายหลัง เช่น อุบัติเหตุที่ทำให้เซลล์สายตาเสื่อมสภาพ แต่ลักษณะของโรคตาบอดสีทุกสีไม่ได้เกิดจากการผิดปกติในเซลล์รับสีเฉพาะแบบเดียว แต่เกิดจากความผิดปกติที่อยู่ในระบบการมองเห็นทั้งหมด ซึ่งทำให้ตาบอดสีไม่สามารถมองเห็นสีใด ๆ ได้ทั้งหมด
สาเหตุของตาบอดสี• ปัจจัยพันธุกรรม ตาบอดสีเป็นการถ่ายทอดยีนผ่านโครโมโซมจากพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคนี้เป็นพาหะ จึงทำให้เป็นตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด
• สาเหตุเฉพาะ บางครั้งตาบอดสีอาจเกิดจากสาเหตุเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสายตา การติดเชื้อ การเคมีสารพิษ หรือการสังเคราะห์ยาเอียงซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติในเนื้อเยื่อตา
• ป่วยเป็นโรคตาบางชนิด โรคตาบอดสีอาจเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ เช่น เป็นต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือจุดรับภาพผิดปกติ การเกิดการบาดเจ็บในสายตา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดสี
• อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นไปตามธรรมชาติของร่างกายที่เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์ในตาเริ่มเสื่อมลง ส่งผลให้เกิดตาบอดสีได้
• การได้รับสารเคมีบางชนิด ในระยะเวลานานอาจส่งผลต่อการสูญเสียการมองเห็นสีหรือตาบอดสีได้ สารเคมี เช่นคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon disulfide) หรือสไตรีน (strychnine)
ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองได้ไหม ทำอย่างไร
คุณสามารถทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองได้ โดยใช้แบบทดสอบตาบอดสีซึ่งเป็นตารางหรือภาพสำหรับการตรวจวินิจฉัยตาบอดสีที่เรียกว่า "ตาราง Ishihara" ซึ่งเป็นตารางที่ประกอบด้วยรูปภาพที่มีสีต่าง ๆ และต้องการการแยกแยะสีเพื่อระบุตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในภาพ
โดยแบบทดสอบจะประเมินว่าคนตาบอดสีเหลือง คนตาบอดสีเขียว คนตาบอดสีแดง จะมองเห็นเหล่านั้นเป็นสีอะไร และภาพนั้น ๆ จะมีตัวเลขซ่อนอยู่ซึ่งผู้ที่มีสายตาปกติ และตาบอดสี จะมองเห็นเลขไม่เหมือนกันนั่นเอง
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่ช่วยให้การทดสอบตาบอดสีและการประเมินการมองเห็นสีของคุณได้โดยอัตโนมัติและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสามารถทำการทดสอบตาบอดสีด้วยตนเองได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบด้วยแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับการตรวจสอบหรือรับรองจากผู้เชี่ยวชาญอาจมีความเป็นไปได้ที่จะไม่เป็นที่เชื่อถือได้สูงเท่ากับการตรวจสอบทางการแพทย์
ตาบอดสีวินิจฉัยอย่างไรก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนการรักษาตาบอดสีวิธีการทั่วไปที่จักษุแพทย์ใช้ในการประเมินและวินิจฉัยตาบอดสี ได้แก่
1. Ishihara Test แผ่นทดสอบอิชิฮารา สำหรับวินิจฉัยตาบอดสีที่เป็นที่นิยม เป็นภาพทดสอบสายตาบอดสีที่ประกอบด้วยภาพสีที่มีตัวเลขที่ซ่อนอยู่ ผู้ทดสอบต้องระบุตัวเลขที่มองเห็นในแต่ละภาพ การทดสอบอิชิฮาราเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคตาบอดสี
2. Anomaloscope Test เป็นการทดสอบการผสมสีโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Anomaloscope ผู้ทดสอบจะต้องพยายามผสมสีให้ได้ตามที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด วิธีนี้ใช้ในการวัดการบกพร่องทางการมองเห็นหรือตาบอดสีของสีแดงและสีเขียว
3. Farnsworth-Munsell Test เป็นการทดสอบโดยทดสอบการจำแนกการเรียงสีที่มีความใกล้เคียงกัน ผู้ทดสอบต้องเรียงลำดับสีให้ถูกต้องตามลำดับที่กำหนด วิธีนี้สามารถคัดกรองผู้ที่ไม่มีการตาบอดสี หรือมีความบกพร่องทางการมองเห็นสีระดับน้อยออกจากกลุ่มคนที่มีการมองเห็นสีปกติได้
การรักษาตาบอดสีตาบอดสี (Color Blindness) เกิดจากความผิดปกติในเซลล์รับสีในดวงตาซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกิด การรักษาตาบอดสีที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือสาเหตุจากการขาดของเซลล์รูปกรวย (Cone cells) ในตายังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน
สำหรับผู้ที่มีตาบอดสี จะมีอุปกรณ์เสริมและเทคโนโลยีที่ใช้ในการปรับปรุงการมองเห็นสีในบางกรณี เช่น แว่นตากรองสีและคอนแทคเลนส์สีชั่วคราว สามารถช่วยให้คนตาบอดสีดูสีได้ดีขึ้นในบางสถานการณ์ แต่การใช้อุปกรณ์เหล่านี้อาจไม่ใช่การรักษาตาบอดสีให้หายไป แต่เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ที่มีตาบอดสีการมองเห็นสีที่ดีขึ้นและช่วยให้เราสามารถช้ชีวิตประจำวันหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
หากตาบอดสีต้องดูแลตัวอย่างไรถึงแม้ว่าตาบอดสีจะไม่สามารถรักษาให้หายไปได้ แต่คุณสามารถดูแลตัวเองเพื่อให้การมองเห็นสีของคุณดีขึ้นและเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้
• ปรับแสงสว่างในสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม การใช้แสงที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมจะช่วยให้การมองเห็นสีของคุณดีขึ้น ลดการใช้แสงสว่างที่มีความเข้มสูงหรือแสงสะท้อน อาจใช้ม่านหน้าต่างหรือส่วนบนของหน้าต่างเพื่อบังแสงแดดที่ส่องเข้ามาให้รบกวนการมองเห็นของเรา
• ติดป้ายของใช้ สำหรับผู้ที่ตาบอดสี ทั้งสีและภาพที่คนตาบอดสีเห็นจะไม่เหมือนกับคนตาปกติทั่วไปควรมีการติดป้ายกำกับสีเพื่อระบุสิ่งของโดยเขียนของใช้ เครื่องมือต่าง ๆ เสื้อผ้าที่เราใช้งานบ่อยเพื่อลดความสับสน
• รู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น หากคุณตาบอดสีต้องการแยกแยะสีในสถานการณ์ที่สำคัญ เช่น การเลือกประเภทผลไม้ การเลือกซื้อของใช้ หรือการอ่านแผนที่ อาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นที่มีการมองเห็นสีปกติ
• แอปพลิเคชันเพื่อคนตาบอดสี แอปพลิเคชันและเครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยในการแปลงสีและช่วยให้คุณเข้าใจสีในสถานการณ์ที่ต้องการ คุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้บนสมาร์ทโฟนของคุณเพื่อแก้ปัญหาของคนตาบอดสี
• ใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ การใช้แว่นกรองแสงหรือคอนแทคเลนส์แบบเฉพาะเป็นวิธีที่ช่วยให้คนตาบอดสีมองเห็นสีได้ชัดเจนขึ้น โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยลดความสับสนในการมองเห็นสีและเพิ่มความเข้มของสีที่มีปัญหา
ข้อสรุปตาบอดสี เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมองเห็นสีบางสีไม่ชัดเจนหรือผิดเพี้ยนจากคนที่มีสายตาปกติ โรคนี้มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และสาเหตุของตาบอดสีสามารถเกิดจากพันธุกรรม การเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บ
และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาตาบอดสีให้หายขาดไปได้ แต่สามารถใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความสะดวกในการมองเห็นสีและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ แว่นกรองแสง สำหรับผู้ตาบอดสีควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลตาให้เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ
ปรับปรุงล่าสุด May 10, 2024