กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ pdpa คือ เป็นกฎหมายใหม่ที่ใกล้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเร็ววัน ความหมายของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลอ่อนไหว โดยข้อมูลทั่วไปประกอบไปด้วย ชื่อ-นามสกุล, วันเกิด, เลขประจำตัวประชาชน, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, การศึกษา, เพศ, อาชีพ และรูปถ่าย ส่วนข้อมูลอ่อนไหวประกอบไปด้วย เลขบัญชีธนาคาร, ข้อมูลบัตรเครดิต-บัตรเอทีเอ็ม ข้อมูลสุขภาพ, ข้อมูลชีวภาพ, ความคิดเห็นทางการเมือง, ความเชื่อ, ศาสนา, พฤติกรรมทางเพศ และประวัติอาชญากรรม เมื่อกฎหมาย pdpa เริ่มบังคับใช้จะส่งผลกระทบต่อหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนที่เก็บข้อมูลบุคคลไว้จำเป็นต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมายซึ่งมีบทโทษรุนแรงทั้งโทษปรับและโทษจำคุก วิธีการรับมือกับมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลสามารถสรุปเนื้อหาใจความคร่าวๆ ได้ดังนี้
1.ทุกองค์กรต้องวางแผนจัดการข้อมูลอย่างรัดกุม เนื่องจากการจัดเก็บข้อมูลในองค์กรอยู่ในไฟล์คอมพิวเตอร์หรือในเซิร์ฟเวอร์ซึ่งมีความเสี่ยงถูกภัยคุกคามทางไซเบอร์เข้ามาแฮกระบบเพื่อโจรกรรมข้อมูลไปใช้ผิดกฎหมายทำให้เจ้าของข้อมูลเสื่อมเสียหรือเกิดความเสียหาย จำเป็นต้องอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น เข้มงวดมากขึ้น พร้อมทั้งอัปเกรดเทคโนโลยีให้ทันสมัยป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ดีขึ้น
2.ร้องขอให้เจ้าของข้อมูลแสดงความยินยอมอย่างถูกต้องและโปร่งใส เนื่องจากกฎหมาย pdpa คือ ข้อบังคับที่ให้สิทธิเจ้าของข้อมูลทำการอนุญาตให้เก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย หรือโอนข้อมูลไปยังบุคคลอื่น โดยแสดงความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรบนแผ่นกระดาษหรือทางอิเล็กทรอนิกส์ องค์กรต่างๆ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลของลูกค้าหรือผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติได้เหมือนแต่ก่อน แม้จะเป็นข้อมูลทั่วไปของลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์ ข้อมูลพนักงานในบริษัท หรือแม้แต่ข้อมูลของผู้ใช้งานในเว็บไซต์อยู่ในขอบข่ายความคุ้มครองของกฎหมาย pdpa ทั้งสิ้น หากเจ้าของไม่ทราบและไม่ยินยอมก่อนจะถือเป็นการละเมิดกฎหมาย
3.ชี้แจงและเขียนนโยบายที่เข้าใจง่ายข้อมูล เพื่อให้เจ้าของข้อมูลเข้าใจว่าองค์กรเก็บข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่าจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร ไม่ใช้ภาษากฎหมายที่เข้าใจยากหรือทำให้เจ้าของข้อมูลเกิดความเข้าใจผิด
4. บอกรายละเอียดเกี่ยวกับการนำข้อมูลไปใช้ให้ครบถ้วน ก่อนได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลต้องแจกแจงว่าได้ข้อมูลนั้นมาจากที่ไหน มีการจัดเก็บและส่งข้อมูลไปให้บุคคลอื่น รวมถึงวัตถุประสงค์และระยะเวลาจัดเก็บข้อมูล หากมีการนำไปใช้ในด้านนอกเหนือขอบเขตที่ได้ขออนุญาตไว้ถือเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว
5. ผู้ใช้งานสามารถยกเลิกความยินยอมให้จัดเก็บ ใช้ หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลได้แบบ Real Time โดยแจ้งให้ทราบว่าเก็บข้อมูลเก็บไว้ที่ไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบดูและติดต่อทางไหนเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ทำการทำสำเนา, แก้ไข, ย้าย, ลบ หรือทำลายข้อมูล รวมไปถึงการถอนความยินยอมตามความประสงค์เจ้าของข้อมูลด้วย เนื่องจาก
กฎหมาย pdpa มอบสิทธิให้ประชาชนควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองได้มากขึ้นนั่นเอง
คงเห็นแล้วว่าผลกระทบจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มภาระให้แก่องค์กรที่เก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์การทำตลาดหรือวัตถุประสงค์ใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แน่นอนว่าต้องใช้เวลาในการเตรียมพร้อมและกำลังในการจัดการกับข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ากฎหมายยังไม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ควรเริ่มต้นรับมือตั้งแต่วันนี้เพื่อป้องกันความเสียหายได้ในระยะยาว