
การร้องไห้ของเด็กทารกถือเป็นเรื่องปกติที่มักจะเกิดขึ้นได้ สาเหตุที่ทารกร้องไห้ เช่น หิว ง่วง อ่อนเพลีย ผ้าอ้อมเปียกแฉะ เหงา หรือมีอาการเจ็บป่วย แต่หากการร้องไห้ของทารกนั้น เป็นการร้องไห้ในช่วงเวลาหลายนาที หรือเป็นชั่วโมงโดย ลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุ ที่มักเกิดกับลูกน้อยที่อยู่ในวัยไม่เกิน 5-6 เดือน เรียกกันว่า อาการโคลิค ซึ่งคือ ภาวะที่ ลูกร้องไม่หยุด โดยสามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้
• ทารกร้องไห้ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และมีอาการมากกว่า 1 สัปดาห์และเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ในช่วงเวลาซ้ำๆ กัน
• ทารกร้องไห้เสียงแหลม หน้าแดงกว่าปกติ กำหมัดแน่น งอตัว บางครั้งชันขาขึ้นมาถึงท้อง
• สาเหตุที่ทารกร้องให้ ไม่ได้เกิดจากการหิว ไม่สบายตัว หรือไม่สบาย และไม่พบสาเหตุอื่นที่ทำให้เด็กร้องไห้ ช่วงที่ไม่มีอาการ ก็จะเป็นเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ
แล้วถ้าหากลูกน้อยของเราเกิดอาการ
โคลิค ควรทำอย่างไรดี
• คุณแม่ลองงดกินนม เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมคาเฟอีน และ ช็อคโกแลต เพราะลูกที่กินนมแม่ อาจมีการแพ้นมวัวที่ส่งผ่านจากแม่สู่ลูกได้ รวมถึงอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน ซึ่งหากงดกินประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว
ลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุ เหมือนเดิม ก็สามารถกลับมากินได้
• อุ้มลูกในท่าคว่ำ โดยให้ลูกอยู่บนปลายแขนขวางลำตัว ใช้มือประคองศีรษะลูกไว้แล้วโยกตัวเบา ๆ ไปมา หรือจะอุ้มลูกให้ชิดอกมากขึ้นแล้วเดินไปมา และใช้มือช่วยประคองทั้งสองข้างจะช่วยให้ลูกรู้สึกสบายตัวขึ้น
• นวดอย่างนุ่มนวลเบาๆ ที่ท้องหรือลูบที่หลังเพื่อให้ลูกรู้สึกสบายขึ้น
• ให้ลูกดื่มนมแม่อย่างสม่ำเสมอ หรือในการให้นมลูกควรระวังไม่ให้ลูกสูดอากาศเข้าไป เพราะอาจจะทำให้เด็กมีอาการจุกที่เกิดจากลมในท้อง
• หลังจากการกินนม ควรจับลูกนั่งหรืออุ้มพาดบ่าเพื่อให้เรอเอาลมที่สูดเข้าไปออกมา
ทั้งนี้ การที่
ทารกร้องไห้ อย่างไม่หยุด อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ไม่มั่นใจว่าการที่เด็กร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ เกิดจากอะไรกันแน่ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและปล่อยให้มีอาการจนเนิ่นนาน เพราะว่าจะเกิดความเครียดต่อคุณพ่อคุณแม่ได้ บางรายอาจจะเกิดความหดหู่และรู้สึกผิดว่าไม่สามารถดูแลลูกน้อยได้ดีพอ หรือเกิดเป็นความก้าวร้าวและโกรธลูกที่ร้องไห้ไม่หยุด รวมไปถึงพยายามหยุดการร้องไห้ด้วยวิธีผิด ๆ เช่น หาจุกนมปลอมให้ดูดเล่น หรือป้อนนมเร็วเกินไปจนสำลักอาเจียน หรือเขย่าตัวลูกน้อยจนสมองและเรตินาเกิดการตกเลือดได้ ดังนั้นจึงไม่ควรเพิกเฉย หากไม่สามารถรับมือปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง จะได้รับการรักษาอย่างถูกทางต่อไป